Sky On Fire (Chongtian huo) ทะลุจุดเดือด

Sky On Fire (Chongtian huo) ทะลุจุดเดือด

Sky on Fire หรือในชื่อไทยว่า “ทะลุ จุด เดือด” ผลงานล่าสุดจากหนึ่งในสุดยอดผู้กำกับแอ็คชั่นฮ่องกง “ริงโก้ แลม” กับสไตล์การกำกับหนังที่เป็นเอกลักษณ์ ดุดัน และทรหด แถมยังขึ้นชื่อในเรื่องการถ่ายจริง ไม่ใช้เทคนิคพิเศษหรือใช้น้อยที่สุดเพื่อให้เกิดงานที่ทรงพลัง โดยในเรื่องนี้ริงโก้รับเหมาทั้งงานเขียนบทและกำกับ

เรื่องราวของความขัดแย้งของทีมวิจัยสเต็มเซลล์สำหรับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งเกิดภายหลังการตายของ “ศาสตราจารย์ปุน” จากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงพยาบาลเมื่อ 5 ปีก่อน เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้สมุดบันทึกที่รวบรวมผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ปุนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในขณะเดียวกัน “เกายู” และ “ถงหวิงจาง” สองสามีภรรยาซึ่งเป็นลูกทีมของศาสตราจารย์ปุนได้คิดค้นสเต็มเซลล์รักษาโรคมะเร็งได้สำเร็จ ทำให้ทั้งคู่โด่งดังจากและร่ำรวยขึ้นจากธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับงานวิจัยชิ้นนั้น จนสามารถสร้างตึกสกายนัมเบอร์วัน ตึกสูงทันสมัยที่สุดในย่านนั้นและใช้เป็นออฟฟิศ โดยมี “จงถิงป๋อ” (แดเนียล วู) เป็นหัวหน้าชุดรักษาความปลอดภัย

แต่แล้ววันหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์การปล้นซูเปอร์สเต็มเซลล์ไปจากรถบรรทุกส่งของ พร้อมๆ กับการที่ “เจี่ยเจี่ย” (โจ เซฟ จาง) กำลังพา “เจน” (แอมเบอร์ กัว) น้องสาวที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้ายมารักษา เหตุการณ์ความวุ่นวายจึงเกิดขึ้น และนำมาซึ่งต้นตอของความขัดแย้งที่มีเบื้องหลังเป็นคนในบริษัทนั่นเอง

ความน่าสนใจของ “Sky on Fire” ก็คือสาเหตุและต้นตอของความขัดแย้งทั้งหมดซึ่งมีที่มาจากเรื่องราวทางการแพทย์ จึงไม่แปลกที่หนังจะหยิบหลักมนุษยธรรมและผลประโยชน์ทางธุรกิจมาเป็นประเด็น และใช้กำหนดคาแรคเตอร์ของตัวละคร แต่หนังดันใส่ประเด็นนี้เบาบางเกินไป น่าเสียดาย เพราะหนังน่าจะใช้ประโยชน์เรื่องเวลาที่มีจำกัดต่อการรักษาตัวนางเอกมาสร้างเงื่อนไขให้หนังมีความน่าตื่นเต้นได้มากกว่านี้

ด้วยเนื้อหาที่ไม่แปลกใหม่มากนัก การเล่าเรื่องยังไม่น่าสนใจและดึงดูดคนดูได้เท่าที่ควร บทหลวมๆ ดูไม่สมเหตุสมผลในบางที แต่ตัวหนังก็ยังถือว่ามีจุดขายมาพร้อมลายเซ็นของสุดยอดผู้กำกับ “ริงโก้ แลม” กับการถ่ายทำที่ดูสมจริง สร้างความสะใจให้กับคนดูมากๆ แต่สำหรับงาน CG ก็พังเช่นกัน เพราะยังทำได้ไม่เนียนเท่าไร แต่นับว่าโชคดีที่ได้ 3 หนุ่ม 3 บุคลิก แดเนียล วู, จางรั่วหวิน และ โจเซฟ จาง มาประชันฝีมือกัน ซึ่งเราจะได้เห็นพวกเขาเล่นทั้งเป็นพวกเดียวกันและเป็นศัตรูกัน

แต่ถ้าหากพูดในแง่ความสนุกของหนังถือว่าอยู่ในระดับดีทีเดียว เรื่องราวอาจไม่สร้างความรู้สึกประทับใจเท่าไรนัก แต่ก็พอเอาอยู่ทั้งเรื่อง ฉากแอ๊คชั่นก็ดูสมจริง และทำหน้าที่สร้างความบันเทิงได้ไม่น้อย ในภาพรวม “Sky on Fire” ไม่ได้มีอะไรให้น่าจดจำนัก เรียกว่าดูเอาสนุกล่ะก็พอได้

Comments